16 กันยายน 2568
VGI เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568/69พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เสริมศักยภาพทุกธุรกิจ
บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ วีจีไอ (VGI) ผู้นำการตลาด Offline-to-Online (“O2O”) โซลูชั่นส์
ผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568/69 มีรายได้รวม 1,115 ล้านบาท ลดลง 7.4% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากรายได้ธุรกิจสื่อโฆษณาและธุรกิจการจัดจำหน่ายปรับลดลง ธุรกิจบริการด้านดิจิทัลเติบโตสวนทาง ทำให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 35.9% เพิ่มขึ้นจาก 33.9% ในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 45 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 4.0% โดยยังคงสถานะการเงินแข็งแกร่ง มีเงินสดและสินทรัพย์ทางการเงินระยะสั้นสูง และไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย
โดยไตรมาสนี้ วีจีไอเดินหน้าขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) โดยลงนามสัญญาให้ Plan B บริหารงานขายและทำการตลาดสื่อโฆษณาของกลุ่ม VGI และในเดือนกรกฎาคมได้เพิ่มทุนใน Plan B จำนวน 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 23.3% พร้อมแต่งตั้งผู้แทนเข้าเป็นกรรมการและปรับสถานะการลงทุนเป็นบริษัทร่วม นอกจากนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ยังอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานรอบปีบัญชี 2567/68 รวมไม่เกิน 294 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.013 บาท กำหนดจ่ายวันที่ 21 สิงหาคม 2568
ธุรกิจสื่อโฆษณา มีรายได้ 454 ล้านบาท ลดลง 17.0% จากปีก่อน โดยสื่อในระบบขนส่งมวลชนมีรายได้ 403 ล้านบาท ลดลง 20.1% ขณะที่สื่อในอาคารและอื่น ๆ มีรายได้ 52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.3% การลดลงหลักมาจากสื่อโฆษณาบริเวณตอม่อสถานีรถไฟฟ้า แต่ชดเชยบางส่วนด้วยสื่อภายใน–ภายนอกขบวนและบนสถานี ซึ่งมีอัตราการใช้สื่อเพิ่มเป็น 45.2% จาก 42.4% พร้อมเปิดตัวสื่อใหม่ “Platform Shelter” ใน 4 สถานีหลัก ผสานสื่อภาพนิ่งขนาดใหญ่กับจอ LED เจาะกลุ่มผู้โดยสารกำลังซื้อสูง ธุรกิจบริการด้านดิจิทัล มีรายได้ 403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% จากปีก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของ Rabbit Cash, Rabbit Care และ Rabbit Card ซึ่งมีการเปิดฟีเจอร์ใหม่เพื่อรองรับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในเดือนตุลาคม 2568 ขณะที ธุรกิจการจัดจำหน่าย มีรายได้ 258 ล้านบาท ลดลง 10.5% จากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการขยายสาขา Turtle เป็น 28 สาขา และการเน้นสินค้ามาร์จิ้นสูงในแบรนด์ Pando และ EZHome
ทิศทางปี 2568/69 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 6,000–6,500 ล้านบาท โดยมาจากธุรกิจสื่อโฆษณา 40% ธุรกิจบริการด้านดิจิทัล 35% และธุรกิจการจัดจำหน่าย 25% พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์โฆษณาร่วมกับ Plan B ต่อยอดโอกาสจากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มปริมาณผู้โดยสารทั้งระบบ 30–40% และส่งผลเชิงบวกต่อการมองเห็นสื่อโฆษณา รวมถึงการใช้บริการร้านค้าในเครือ โดยยังคงมุ่งเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและขยายธุรกิจทั้งในรูปแบบเดิมและธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงสร้างความภาคภูมิใจในด้านความยั่งยืน โดยได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกในหมวดอุตสาหกรรมสื่อ ภาพยนตร์ และความบันเทิง จาก S&P Global ใน The Sustainability Yearbook 2025 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน พร้อมทั้งมีหุ้นถูกคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี SET100 (มกราคม–มีนาคม 2568) และ SET50 (เมษายน–ธันวาคม 2568)


